ผิวของเราเป็นแบบไหน

• บ่งบอกถึงปัญหาอะไรบ้าง

BY METRO News

  • 24 เมษายน 2566
  • 15,317

          วิธีการบำรุงผิวสำหรับผู้ชายอย่างเราๆคงไม่คุ้นเคย อาจจะคิดว่าทำไมต้องหลากหลายขั้นตอน แต่แท้จริงแล้ว พื้นฐานของการบำรุงผิวให้สุขภาพดีนั้นมีเพียงแค่ ล้างหน้าให้สะอาด เติมความชุ่มชื้นให้ผิว และปกป้องแสงแดดแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะได้ผิวที่สุขภาพดี และปัญหาผิวก็จะไม่เกิดตามมาอีกด้วย 

 

          ขั้นแรกเรามาเข้าใจกันก่อนว่าโดยพื้นฐานเราสามารถแบ่งประเภทของผิว (Skin Type) ได้เป็น 4 ประเภท คือ ผิวธรรมดา ผิวแห้ง ผิวมัน และผิวผสม ประเภทของผิวนั้นถูกกำหนดด้วยพันธุกรรม หรือสภาพแวดล้อมแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตามสภาพของผิวคนเรา ยังมีความแตกต่างกันได้ ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยภายในอื่นๆ รวมถึงปัจจัยภายนอกที่สภาพแวดล้อมแต่ละบุคคลแตกต่างกันไปด้วย

 

ผิวธรรมดา (Normal Skin) บ่งบอกถึงผิวที่มีความสมดุล คือไม่แห้งและไม่มันจนเกินไป หรือในทางวิทยาศาสตร์ใช้คำว่า “eudermic” แทนผิวที่มีสุขภาพดี โดยผิวประเภทนี้เป็นผิวที่ไม่ต้องการบำรุงอะไรมากมายเพียงยึดตามพื้นฐานการทาครีมไว้

         

ผิวแห้ง (Dry Skin) เป็นสภาพผิวที่ก่อให้เกิดความมันน้อยกว่าผิวธรรมดา อันเป็นผลมาจากการขาดความมัน, ผิวแห้ง ขาดกรดไขมัน (Sebum) ที่จำเป็นในการรักษาความชุ่มชื้น และสร้างเกราะป้องกันผิวจากสิ่งกระทบจากภายนอก  ผิวแห้งจะให้ความรู้สึกแน่น หยาบกร้าน และดูหมองคล้ำ ผิวประเภทนี้จะต้องเติมน้ำมันหรือความชุ่มชื้นให้ผิว เพื่อลดความแห้งตึงนั่นเอง

         

ผิวมัน (Oily Skin) เป็นประเภทของผิวที่ผู้ชายพบเจอมากที่สุด เพราะสภาพผิวมันมีการผลิตความมันในปริมานที่มากเกินไป หรือที่เรียกว่า (Seborrhea) “ผิวมัน” จะมีลักษณะ เงา มัน และสามารถมองเห็นรูขุมขนได้ชัดเจน ผิวมันมีแนวโน้มที่จะเกิดสิวอุดตัน (Comedones ; สิวหัวดำและสิวหัวขาว) รวมถึงสิวประเภทอื่นๆ ผิวประเภทนี้จะต้องเลี่ยงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน และเพิ่มน้ำหรือความชุ่มชื่นเข้าไปแทน

 

         

ผิวผสม (Combination Skin) บ่งบอกถึงผิวที่ประกอบด้วยประเภทของผิวมากกว่าหนึ่งประเภทอยู่ด้วยกัน สาเหตุของผิวผสมคือ บริเวณที่มีผิวมันของผิวผสม เกิดจากต่อมไขมัน (Sebaceous glands) ผลิตน้ำมันที่มากเกินไป ส่วนบริเวณที่ผิวแห้งเกิดจากการขาดน้ำมัน และสมดุลไขมันผิดปกติ ผิวประเภทนี้ในส่วนที่มันจะต้องเลี่ยงน้ำมัน ส่วนบริเวณที่แห้งจะต้องเติมน้ำมันนั่นเอง

 


 

          ปัญหาของผิวหรือสภาพผิว (Skin Condition) เป็นปัญหาของผิวที่พบเจอในแต่ละคน อาจเกิดมาจากสภาพแวดล้อม อากาศ มลภาวะ การใช้ชีวิตหรือลักษณะทางพันธุกรรม โดยเราของเล่าถึงปัญหาที่พบเจอได้มากที่สุดทั้ง 3 ปัญหานั่นก็คือ ปัญหาของสิว ปัญหาจุดด่างดำ/ความหมองคล้ำ และปัญหาริ้วรอย

.

.

.

 

 

“สิว” เป็นปัญหาที่ไม่อันตรายแต่ทำลายความมั่นใจในตัวเองของใครหลายคน มีหลายคนเชื่อว่าสิวเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น และจะหายไปเองเมื่อเราอายุมากขึ้น แต่ความจริงก็คือ แม้อายุปลายเลขสามก็ยังสามารถเกิดสิวได้ อย่ากังวลใจไป เพราะเราจะมาทำความเข้าใจกับสิวและวิธีการรักษาอย่างถูกต้องเกิดจากต่อมน้ำมัน (Sebum) ผลิตมากจนเกินความจำเป็น,รูขุมขนอุดตัน,เชื้อแบคทีเรีย (C.Acnes) มากเกินไป,เกิดการอักเสบของผิว สิวจึงมีหลายชนิด สามารถแบ่งได้ 2 ชนิดตามลักษณะที่พบ ได้แก่ สิวอักเสบ และสิวที่ไม่อักเสบ

 

     สิวที่มีการอักเสบ เช่น สิวที่เป็นตุ่มแดง (สิวอักเสบ) สิวที่มีหนอง (สิวตุ่มหนอง) สิวอักเสบขนาดใหญ่ (สิวหัวช้าง) และสิวที่มีการทําลายของผิวข้างในจนเป็นโพรงคล้ายซีสต์

    สิวที่ไม่มีการอักเสบ เช่น สิวอุดตันหัวขาว (สิวอุดตันหัวปิด) สิวอุดตันหัวดํา (สิวอุดตันหัวเปิด)

 


 เกิดจากการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ในชั้นผิวหนังมากขึ้นกว่าปกติ,สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อโดนแสงแดด (UV Spot) เช่น ฝ้า กระ การอักเสบของผิวหนังจากปัญหาของผิว เช่น สิว ผื่นคัน หรือรอยแผล

 


 

ฝ้า (Melasma) มีลักษณะเป็นแผ่นบริเวณขนาดใหญ่ เป็นสีน้ำตาลที่เข้มกว่าสีผิวของเรา มีตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนไปยังน้ำตาลเข้ม หลายขนาด หลายรูปทรง สามารถเกิดได้ทั่วบริเวณใบหน้า แต่จะเห็นได้ชัดบริเวณ โหนกแก้ม หน้าผาก คาง และมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในวัย 30-50 ปี

 

กระ (Freckles) เกิดจาสาเหตุเดียวกันกับฝ้า แต่จะมีความแตกต่างจากฝ้าตรงที่ “กระ” จะมีลักษณะเป็นจุดๆ สีน้ำตาลหรือดำ สามารถเกิดได้ทั้งแบบเป็นตุ่มนูน หรือจะเรียบไปกับผิว พบได้มากในบริเวณใบหน้า จมูก แก้ม หรือลำคอ สามารถแบ่งประเภทของกระได้ดังนี้

     กระตื้น เป็นจุดสีน้ำตาลอ่อนขนาดเล็ก สามารถเกิดได้ทั่วทั้งใบหน้า และสามารถจางลงได้เองหากเลี่ยงการอยู่กลางแดดนานๆ

     กระลึก เป็นกระที่เกิดในชั้นผิวที่ลึกกว่ากระตื้น ทำให้มีลักษณะเป็นจุดที่มีสีเข้มและมีขนาดใหญ่กว่า

     กระแดด มีลักษณะเป็นจุดๆ สีน้ำตาล สาเหตุหลักเกิดจากแสงแดดและมักพบในผู้สูงอายุ

     กระเนื้อ เป็นตุ่มที่นูนออกมาโดยจะมีสีน้ำตาลไปจนถึงเกือบดำ สามารถเกิดทั้งบริเวณใบหน้าและลำตัว

 


 

ร่องเส้นที่เกิดขึ้นบนผิวหนังของเรา สามารถพบได้ทั่วร่างกายโดยเฉพาะจุดที่มีการขยับบ่อยๆบนใบหน้า,การแสดงสีหน้า,การเช็ดหน้าแรงๆ,การออกแดดบ่อยโดยไม่ทาครีมกันแดด โดยพฤติกรรมที่ทำให้เกิดริ้วรอยส่วนใหญ่มีดังนี้

     ริ้วรอยใต้ตา: ขยี้ตาบ่อยครั้ง, เช็ดตาแรง ๆ, พักผ่อนไม่เพียงพอ, ยิ้มแบบหยีตา

     ริ้วรอยหน้าผาก: ชอบเลิกคิ้ว, ขมวดคิ้ว, แสดงสีหน้าบ่อย

     ริ้วรอยร่องแก้ม: ยิ้มหรือหัวเราะบ่อยครั้ง, นอนคว่ำหรือตะแคง, ออกแดดบ่อย

โดยการรักษาเราควรลดการแสดงออกทางสีหน้าให้น้อยลง อีกทางหนึ่งคือการทำหัตถการจะเห็นผลไวกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของVitamin A จะช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าได้

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ การรู้จักผิวของตนเองบ่งบอกอะไรได้หลายๆ อย่างว่าเราควรเพิ่มหรือลดตรงส่วนไหน และอีกอย่างที่สำคัญคือการเรียนรู้ปัญหาของผิว เพราะปัญหาเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับเราทุกคน การเรียนรู้ไว้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถป้องกันการเกิดปัญหาได้ เพราะส่วนใหญ่ผู้ชายอย่างเราๆนั้นชอบแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และครั้งหน้าเราจะมาช่วยการจัดสกินแคร์ (Routine) ให้กับผู้ชายกันครับ ขอบคุณครับ

 

อ่านเพิ่มเติม การจัดสกินแคร์ (Routine) ได้ที่นี่

 

 

บทความโดย | Singha