MULBERRY x PAUL SMITH

BY METROSOCIETY

  • 21 กันยายน 2566
  • 4,486

การร่วมมือระหว่างสองแบรนด์แนวทางมอบประสบการณ์ไม่เหมือนใครให้กับชาวแฟชั่นได้อย่างไม่ต้องสงสัย แคปซูลคอลเลคชั่นนี้มาจากการพิจารณาอย่างดีจากแบรนด์กระเป๋ามัลเบอรีที่มีเอกลักษณ์แบบอังกฤษ และแบรนด์พอล สมิท ที่มุ่งมั่นในการผลิตกระเป๋าหนังโดยความเป็นมัลเบอรีรุ่น Antony ถูกผสานกับลวดลายและสีสันจากลาย Stripe ของพอล สมิท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แบรนด์ การร่วมมือนี้เสมือนสื่อถึงความรักและการประณีตที่มีในคอมมูนิตี้คนรักแฟชั่น

 

คอลเลคชั่นนี้เริ่มต้นด้วยการเลือกใช้กระเป๋า Antony ที่เป็นรุ่น timeless ที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายทั้ง 3 ขนาด และกระเป๋า Silhouette ใหม่ที่ออกแบบพิเศษในคอลเลคชั่นนี้ รวมถึงกระเป๋าครอสบอดี้ในไซส์มินิ Antony Clip และ กระเป๋าถือ Antony Tote

Antony เริ่มต้นเป็น Everyday Bag สำหรับผู้ชาย พร้อม Postman’s Lock ตัวล็อคฮาร์ดแวร์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ที่ให้ความรู้สึกหรูหราและใช้งานได้จริง คอลเลคชั่นนี้ยังรวมถึงกระเป๋า Silhouette ใหม่ที่ออกแบบพิเศษเฉพาะคอลเลคชั่นนี้ อาทิ กระเป๋าครอสบอดี้ในไซส์มินิ Antony Clip และ กระเป๋าถือ Antony Tote

 

คอลเลคชั่น Mulberry x Paul Smith ยังนำเสนอเรื่องราวจากทั้งสองแบรนด์ โดยพอล สมิท มุ่งเน้นความเป็นมาและลายทาง Stripe ของพอล สมิท ที่เป็นเอกลักษณ์แบรนด์ และมัลเบอร์รีที่มุ่งสรรค์ผลงานด้วยมิตรภาพและความคิดสร้างสรรค์ คอลเลคชั่นนี้ใช้หนังสีดำ Classic Heavy Grain และหนังลูกวัวเรียบ ผสมผสานกับ Colour Block สีตัดกันที่โดดเด่น และลวดลาย Shadow Stripe ใหม่ของพอล สมิท ผ่านเทคนิคปั๊มลายลงบนหนัง ทั้งหมดนี้เป็นตัวแทนของความหรูหราและความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือแบบดั้งเดิมและความสง่างามแบบอังกฤษ

การร่วมมือนี้ยังสะท้อนความยินดีในการทำงานร่วมกันและการสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่เหมือนใคร โดยการผลิตทุกชิ้นในคอลเลคชั่นนี้ในโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนของมัลเบอรีในเมืองซอมเมอร์เซต ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตสินค้าในสัดส่วนที่มากกว่าครึ่งในคอลเลคชั่น

 

 

วัสดุที่ใช้ในการผลิตกระเป๋าทุกใบในคอลเลคชั่นนี้ใช้หนังที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ได้รับการรับรองด้วยมาตรฐาน Gold จาก Leather Working Group ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เครื่องหนังที่มุ่งยกระดับการใช้หนังอย่างมีความรับผิดชอบเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งสองแบรนด์นี้รักภักดีที่สามารถร่วมมือกันในงานนี้และให้ประกายแนวคิด "Made to Last" และ "Path to Sustainability" ซึ่งเป็นทางที่ดีของอุตสาหกรรมแฟชั่นที่กำลังค้างคงอยู่ต่อไป และปล่อยลงในผลงานที่ดีและมีค่าต่ออนาคตของเราทั้งสองแบรนด์ อีกด้วยความมีความภาคภูมิใจของมัลเบอรีที่สามารถผลิตทุกชิ้นในคอลเลคชั่นนี้ในโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนของเรา 1 ใน 2 โรงงานที่ตั้งอยู่ในเมืองซอมเมอร์เซต ที่ถือเป็นหัวใจของคอลเลคชั่นนี้

 

ทั้งนี้คอลเลคชั่นนี้ยังเป็นการสร้างผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์และความเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบดั้งเดิมและความสง่างามแบบอังกฤษ โดยทั้งสองแบรนด์เคารพมาตรฐาน 'Made to Last' และ 'Path to Sustainability' ในการผลิตคอลเลคชั่นนี้ขึ้นมาอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างผลงานที่มีค่าต่ออนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น อีกด้วยความมีความภาคภูมิใจของมัลเบอรีที่สามารถผลิตทุกชิ้นในคอลเลคชั่นนี้ในโรงงานที่มีความเป็นกลางทางคารบอนของเรา 1 ใน 2 โรงงานที่ตั้งอยู่ในเมืองซอมเมอร์เซต

ทั้งนี้คอลเลคชั่นนี้ยังเป็นการสร้างผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์และความเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบดั้งเดิมและความสง่างามแบบอังกฤษ โดยทั้งสองแบรนด์เคารพมาตรฐาน 'Made to Last' และ 'Path to Sustainability' ในการผลิตคอลเลคชั่นนี้ขึ้นมาอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างผลงานที่มีค่าต่ออนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่น และทั้งสองแบรนด์อยากทำให้คุณอาจเชื่อว่าสินค้าที่เขาผลิตจะยั่งยืนได้ในทางที่ดีและอย่างยั่งยืนทั้งสิ่งแวดล้อมและในแง่คุณภาพ